top of page

โรคหอบหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ส่งผลให้เยื่อบุหลอดลมมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงกว่าปกติ เมื่อสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น หลอดลมจะเกิดการหดเกร็ง บวม และมีการสร้างเสมหะมากขึ้น ทำให้ช่องทางเดินหายใจตีบแคบลง ผู้ป่วยจึงเกิดอาการหอบเหนื่อย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
อาการทางคลินิกที่สำคัญ
อาการของโรคหอบหืดมีความหลากหลายและอาจรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่:
หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing): เป็นเสียงที่เกิดจากการไหลผ่านของอากาศในหลอดลมที่ตีบแคบ
ไอเรื้อรัง: มักมีอาการมากในช่วงเวลากลางคืนหรือเช้ามืด
แน่นหน้าอก: รู้สึกเหมือนมีของหนักทับบริเวณหน้าอก หายใ จไม่สะดวก
เหนื่อยหอบ: หายใจลำบาก โดยเฉพาะขณะออกแรงหรือออกกำลังกาย
ปัจจัยกระตุ้นอาการ (Triggers)
การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมโรค โดยปัจจัยหลักประกอบด้วย:
1. สารก่อภูมิแพ้: เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสรดอกไม้ และเชื้อรา
2. มลภาวะทางอากาศ: ควันบุหรี่ ควันธูป ฝุ่น PM2.5 และกลิ่นฉุนจากสารเคมี
3. การติดเชื้อในระบบทางเดินหาย ใจ: เช่น ไข้หวัด หรือไซนัสอักเสบ
4. สภาพอากาศ: อากาศที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน หรืออากาศเย็นจัด
แนวทางการวินิจฉัยและการรักษา
แพทย์จะวินิจฉัยจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) เพื่อประเมินการอุดกั้นของหลอดลม สำหรับแนวทางการรักษานั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มยาหลัก คือ:
1. ยาบรรเทาอาการ (Relievers): ใช้เฉพาะเมื่อมีอาการหอบเหนื่อยเฉียบพลัน เพื่อขยายหลอดลมทันที
2. ยาควบคุมอาการ (Controllers): ใช้เป็นประจำทุกวันเพื่อลดการอักเสบของหลอดลม และป้องกันการกำเริบของโรคในระยะยาว
ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล
ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ: ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้ไม่มีอาการก็ไม่ควรหยุดยาควบคุมอาการเอง
ดูแลสิ่งแวดล้อม: จัดห้องนอนให้โปร่ง โล่ง ทำความสะอาดเครื่องนอนสม่ำเสมอเพื่อกำจัดไรฝุ่น
สังเกตอาการ: หากมีอาการกำเริบรุนแรง เช่น พูดไม่เป็นประโยค ริมฝีปากเขียว ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
bottom of page
