โรคหัดเยอรมัน เกิดจากอะไร ระวังให้ลูกน้อย ภัยที่คุณแม่ต้องรู้

โรคหัดเยอรมัน (Rubella)

โรคหัดเยอรมัน เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งซึ่งมีอาการไข้และผื่นทั่วตัว ในเด็กส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง แต่เป็นโรคที่มีความสำคัญ

เพราะถ้าสตรีมีครรภ์เป็นโรคหัดเยอรมันในระยะ 3-4 เดือนแรก เชื้อไวรัสจะผ่านไปยังทารกในครรภ์ ทำให้เกิดความพิการทางหู ตา หัวใจ

และสมอง โรคหัดเยอรมันเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน

สาเหตุ

 เกิดจากเชื้อไวรัส Rubella เป็น RNA ไวรัส ซึ่งจัดอยู่ในตระกูล Togaviridae และในกลุ่มRubivirus

ระยะฟักตัวของโรค

ประมาณ 14-21 วัน เฉลี่ย 16-18 วัน

การติดต่อ

โรคหัดเยอรมันติดต่อกันได้โดยการสัมผัสโดยตรง เชื้อที่อยู่ในลำคอส่วน nasopharynx ของผู้ป่วยผ่านออกมาทางการไอจาม เข้าสู่ทางระบบการหายใจ

ประมาณร้อยละ 20-50 ของผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ ระยะติดต่อกันได้มากคือ 2-3 วัน ก่อนมีผื่นขึ้นไปจนถึง 7 วันหลังผื่นขึ้น

             - สำหรับทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์และคลอดออกมามีความพิการ (Congenital rubella) เชื้อไวรัสจะอยู่ในลำคอและขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะ

ได้นานถึง 1 ปี จึงนับเป็นแหล่งแพร่โรคที่สำคัญ

             - โรคหัดเยอรมันส่วนใหญ่จะเป็นกับเด็ก ผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันเมื่อได้รับเชื้อจะป่วยได้และอาการอาจรุนแรงมากกว่าเด็ก ที่สำคัญคือถ้ามีการติดเชื้อ

ในหญิงมีครรภ์ จะทำให้ลูกที่ติดเชื้อคลอดออกมามีความพิการได้ตั้งแต่ร้อยละ 25-40 ทั้งนี้แล้วแต่ระยะของการตั้งครรภ์

 

อาการและอาการแสดง

             1.ในเด็กโต จะเริ่มด้วยต่อมน้ำเหลืองที่หลังหู ท้ายทอย และด้านหลังของลำคอโต และเจ็บเล็กน้อย เด็กโตจะรู้สึกไม่สบาย ปวดหัว ไข้ต่ำๆ มีอาการ

คล้ายเป็นหวัด มีเจ็บคอ ร่วมด้วย 1-5 วัน ประมาณวันที่ 3 ผื่นจะขึ้นเป็นสีชมพูจางๆ กระจายอยู่ห่างๆ เป็นผื่นแบบแบนราบเล็กๆ (Macular rash) เริ่มขึ้น

ที่หน้าแล้วลามไปทั่วตัวอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง ผื่นเห็นชัดเจนบริเวณแขนขาจะหายไปในเวลา 1-2 วัน และสีผิวหนังจะกลับเป็นปกติ ในเด็ก

อาจมีอาการเพียงผื่นขึ้น ไม่มีไข้ ไม่มีอาการนำอื่นๆ ถ้าเป็นในผู้ใหญ่จะมีไข้สูงกว่าในเด็ก บางรายอาจมีอาการปวดข้อหรือข้ออักเสบร่วมด้วย โดยเฉพาะ

ในผู้หญิง

             2. ทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์และคลอดออกมามีความพิการ (Congenital rubella) จะมีอาการแตกต่างกันแล้วแต่ระยะ

ที่แม่ติดเชื้อ ถ้าแม่เป็นในระยะตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 1-4 จะพบทารกมีความพิการได้ถึงร้อยละ 30-50 สัปดาห์ที่ 5-8 พบได้ร้อยละ 25

และสัปดาห์ที่ 9-12 พบพิการได้ร้อยละ 8 ความพิการที่พบได้บ่อยคือความพิการทางตา (พบตาเล็ก ต้อกระจก ต้อหิน) ความพิการที่หัวใจ

 หูหนวก ความผิดปกติทางสมองศีรษะและสมองเล็ก แรกเกิดจะพบมีตับ ม้ามโตมีอาการตัวเหลือง มีจ้ำเลือดตามตัว และเกล็ดเลือดต่ำ

 อาการผิดปกติเหล่านี้พบได้ในความรุนแรงแตกต่างกัน และอาจพบหลายอย่างร่วมกันได้

 

ภาวะแทรกซ้อน

             ในเด็กส่วนใหญ่ไม่พบภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากโรคไม่รุนแรง ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ มีดังนี้

             1. ข้ออักเสบ พบได้ในเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ พบในผู้หญิงมากกว่าชาย มักเกิดระหว่างวันที่ 1-6 หลังผื่นขึ้นและหายภายใน 3-28 วัน (เฉลี่ย 22 วัน)

อาจเป็นข้อเดียวหรือหลายๆ ข้อ อาจเป็นข้อใหญ่ เช่น ข้อเข่า ข้อมือ หรือเป็นบริเวณข้อเล็กๆ เช่น นิ้วมือ บางรายอาจมีเพียงอาการปวดข้อแต่ไม่บวม

             2. สมองอักเสบ พบได้น้อยมากประมาณ 1 : 6,000 พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก มักเกิดอาการประมาณ 2-4 วันหลังผื่นขึ้น บางรายอาจมีอาการ

พร้อมกับผื่นอาการคล้าย postinfectious encephalitis ตรวจน้ำไขสันหลังพบเซลล์ขึ้นไม่มากประมาณ20-200 เซลล์ต่อ ลบ.มม.ระดับโปรตีนสูงเล็กน้อย

และระดับน้ำตาลปกติ อัตตราตายแตกต่างกันตั้งแต่ร้อยละ 0-50 ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ มีรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตและมีอาการคล้าย

subacute sclerosing panencephalitis (SSPE) ที่พบภายหลังเป็นหัด ภาวะ แทรกซ้อนทางระบบประสาทอื่นๆ ที่พบได้แก่ไขสันหลังอักเสบ

เส้นประสาทตาอักเสบ กลุ่มอาการ Guillain-Barre และปลายประสาทอักเสบ

             3. จุดจ้ำเลือด อุบัติการณ์จุดจ้ำเลือดที่เกิดพร้อมเกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenic purpura) พบได้ 1 : 3,000 พบในเด็กบ่อยกว่าผู้ใหญ่ มักพบ

ในเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย ระยะเวลาเฉลี่ยของการเกิดจุดจ้ำเลือด ประมาณ 4 วันหลังผื่นขึ้น แต่อาจเกิดพร้อมผื่นหรือเกิดหลังผื่นขึ้นแล้ว 14 วัน

ส่วนใหญ่จะหายเองภายใน 2 สัปดาห์ และจำนวนเกล็ดเลือดจะกลับเป็นปกติ บางรายอาจมีจุดเลือดออกโดยไม่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

             4. ตับอักเสบ มีรายงานตับอักเสบในผู้ป่วยหัดเยอรมัน แต่อาการไม่รุนแรง

             5. กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ พบได้น้อยมาก

             6. โรคหัดเยอรมันแต่กำเนิด ในรายที่แม่เป็นโรคหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 เดือนแรก อาจมีผลต่อทารกในครรภ์ ทำให้

เกิดการแท้งทารกตายคลอด หรือเกิดความพิการแต่กำเนิดในทารก ถ้าแม่เป็นโรคหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์สองเดือนแรก ทารกในครรภ์มีโอกาสเกิด

ความผิดปกติแต่กำเนิดได้ถึงร้อยละ 60-85 แต่หากเป็นโรคขณะตั้งครรภ์เดือนที่สาม ทารกอาจมีความผิดปกติของร่างกายระบบใดระบบหนึ่งเพียง

หนึ่งในสามเท่านั้น ความผิดปกติแต่กำเนิดต่างๆได้แก่

          6.1 การเจริญเติบโตช้า ร้อยละ 50-80 ของทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัม แม้จะมีอายุครรภ์ครบกำหนด

และมีปัญหาเรื่องเลี้ยงไม่โตหลังคลอด

                          6.2 ความผิดปกติของระบบประสาท ที่พบได้แก่ สมองอักเสบตั้งแต่แรกเกิด

โดยมีกระหม่อมโป่งตึง ร้องกวน กล้ามเนื้อปวกเปียก ชัก น้ำไขสันหลังมีเฃลล์และโปรตีนสูง และอาจมีความพิการตามมาโดยเฉพาะ

อย่างยิ่งในรายที่มีศีรษะเล็ก (microcephaly)

                          6.3 ตาเป็นต้อกระจก พบได้ประมาณหนึ่งในสามของทารก อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง และพบได้ตั้งแต่แรกเกิด

แต่บางรายอาจสังเกตพบภายหลัง บางครั้งอาจพบร่วมกับตาเล็ก(microphthalmia) ส่วนต้อหิน (congenital glaucoma) พบน้อยกว่าต้อกระจก

นอกจากนี้อาจพบ retinopathy  เนื่องจากมีความผิดปกติของสีบริเวณเรตินา

                          6.4 หูหนวก (sensorineural deafness) มักเป็นทั้งสองข้างแต่อาจพบข้างเดียวได้เป็นความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดในโรคหัดเยอรมันแต่กำเนิด

                          6.5 ความผิดปกติของหัวใจและเส้นเลือดแต่กำเนิด ที่พบได้แก่ patent ductus arteriosus, pulmonary artery stenosis ในรายที่มีอาการรุนแรง

อาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

                          6.6 ความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจพบได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองโต ตับม้ามโต เกล็ดเลือดต่ำ dermal erythropoiesis ตัวเหลือง ภาพถ่ายรังสีกระดูก

แขนขาพบ radiolucencies บริเวณตอนกลางของกระดูกยาว นอกจากนี้เคยมีรายงานถึง progressive rubella panencephalitis พบได้ในโรคหัดเยอรมัน

แต่กำเนิด

 

การรักษา

             การรักษาเป็นการรักษาตามอาการในรายที่มีข้ออักเสบแนะนำให้รักษาด้วยแอสไพริน กรณีมีเกล็ดเลือดต่ำและเลือดออกไม่หยุด อาจต้องใช้ยาสเตียรอยด์

ให้เกล็ดเลือด หรืออิมมูโนโกลบุลินทางเส้นเลือดดำ ในหญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสโรคหัดเยอรมันควรได้รับการตรวจเลือดทันทีเพื่อดูว่าเคยมีภูมิคุ้มกันต่อหัดเยอรมัน

หรือไม่

- ถ้าตรวจพบแอนติบอดีชนิด Ig G ที่จำเพาะแสดงว่ามีภูมิคุ้มกันต่อหัดเยอรมัน

- กรณีตรวจไม่พบ แนะนำให้ตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง 2-3 สัปดาห์ต่อมา ถ้าผลตรวจเป็นลบ ควรตรวจซ้ำอีกครั้ง 6 สัปดาห์หลังสัมผัสโรค การตรวจเลือดทุกครั้ง

ควรควบคู่กับตัวอย่างเลือดที่เจาะครั้งแรกด้วยเสมอ เพื่อตัดปัญหาความผิดพลาดทางเทคนิค กรณีที่การตรวจเลือดทั้งสองครั้งให้ผลลบแสดงว่าผู้ป่วยไม่ติดโรค

แต่ถ้าเคยตรวจครั้งแรกให้ผลลบและครั้งต่อไปให้ผลบวกแสดงว่าผู้ป่วยติดโรค แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาทำแท้งในกรณีที่เด็กอาจมีความพิการแต่กำเนิด

 

การแยกผู้ป่วย

- เด็กที่ติดเชื้อทั่วไป แยกจนครบ 7 วัน หลังผื่นขึ้น

- ในทารกที่ติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์และคลอดออกมามีความพิการ(Congenital rubella) อาจมีเชื้ออยู่ได้นานถึง 1 ปี จึงต้องแยกจากเด็กอื่นๆ เป็นเวลา 1 ปีหรือจนกว่า

จะติดตามตรวจแยกเชื้อไวรัสใน nasopharynx และในปัสสาวะ (เมื่ออายุ 3-6 เดือน)แล้วไม่พบเชื้อไวรัส

 

การป้องกัน

             1. การฉีดวัคซีน วัคซีนที่ใช้เป็นชนิดไวรัสเชื้อเป็น จะมีแอนติบอดีหลังฉีดวัคซีนประมาณร้อยละ 98 ซึ่งจะขึ้นช้ากว่าการติดเชื้อตามธรรมชาติ

และขึ้นสูงสุดประมาณสัปดาห์ที่ 6-8 หลังฉีดวัคซีน ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดเข็มที่สองเมื่ออายุ 4-6 ปี โดยนิยมให้ในรูปของวัคซีนรวมหัด

คางทูม หัดเยอรมัน (MMR) นอกจากการให้วัคซีนป้องกันในเด็กแล้ว สามารถให้วัคซีนในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสหัดเยอรมัน

ทั้งหญิงและชาย กรณีให้วัคซีนในหญิงวัยเจริญพันธุ์ต้องป้องกันการตั้งครรภ์ในช่วงเวลา 1 เดือนหลังฉีด ห้ามฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์

             2. ป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยถ้ามีอาการไอให้ใช้หน้ากากอนามัย หรือใช้มือปิดปากและจมูกพร้อมกับล้าง

มือบ่อยๆ

 

 

Visitors: 27,823