โรคไข้หวัด โรคที่ทุกคนชินชา

โรคไข้หวัด

ไข้หวัด (Common Cold) คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น

จมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง โดยเชื้อที่ก่อให้เกิดไข้หวัดมักเป็นเชื้อไวรัสชนิดไม่รุนแรง และ

สามารถหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ การรักษาไข้หวัดทำได้ด้วยการใช้ยา ควบคู่กับการนอนพัก

ผ่อน และดื่มน้ำมาก ๆ

อาการของไข้หวัด

อาการของไข้หวัดจะเริ่มขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัด เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อ

ไข้หวัด จะมีอาการดังต่อไปนี้ เจ็บคอ น้ำมูกไหล  คัดจมูก หายใจได้ไม่สะดวกเนื่องจากจมูกบวม

และมีน้ำมูกอุดตันภายในจมูก ไอ จาม เสียงแหบ อ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สบายตัว นอกจากนี้ ใน

บางกรณีผู้ป่วยอาจมีอาการอื่น ๆ ที่สืบเนื่องมากจากไข้หวัด เช่น ไข้สูง 37-39 องศาเซลเซียส

ปวดศีรษะ หรือปวดหู ปวดหู หากมีอาการปวดมาก ๆ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่หู

ปวดกล้ามเนื้อ สูญเสียการรับรู้รสชาติและกลิ่น มีอาการระคายเคืองที่ดวงตา หรือมีตาแดง ขี้ตา

และร่วมด้วย รู้สึกถึงแรงดันภายในหู และบริเวณใบหน้า

เมื่อเริ่มมีอาการไข้หวัด ความรุนแรงของอาการจะมีมากในช่วง 2-3 วันแรก ก่อนจะค่อย ๆ ทุเลาลง

ทั้งนี้โรคไข้หวัดมักมีอาการประมาณ 7-14 วัน โดยในผู้ใหญ่และเด็กโตจะมีอาการประมาณ 7-10

วัน ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี จะมีอาการประมาณ 10-14 วัน แม้อาการจะดีขึ้นแล้วแต่ผู้ป่วยอาจ

มีอาการไอหลงเหลืออยู่ต่อไปอีกประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะหายเป็นปกติ

ในระหว่างที่ป่วยเป็นไข้หวัด ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และควรรีบไปพบ

แพทย์ทันทีหากมีอาการดังต่อไปนี้

ผู้ใหญ่ ไข้สูงเกินกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 5 วันขึ้นไป กลับมามีไข้ซ้ำหลังจาก

อาการไข้หายแล้ว หายใจหอบเหนื่อย และหายใจมีเสียงหวีด เจ็บคออย่างรุนแรง ปวดศีรษะ

หรือมีอาการปวดบริเวณไซนัสเด็ก มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ในเด็กแรกเกิด-12 สัปดาห์

 มีอาการไข้สูงต่อเนื่องกันมากกว่า 2 วัน อาการต่าง ๆ ของไข้หวัดรุนแรงมากขึ้น หรือรักษาแล้ว

อาการไม่ดีขึ้น มีอาการปวดหัว หรือไออย่างรุนแรง หายใจมีเสียงหวีด เด็กมีอาการงอแงอย่าง

รุนแรง ง่วงนอนมากผิดปกติ ความอยากอาหารลดลง ไม่ยอมรับประทานอาหาร ทั้งนี้อาการไข้

หวัดและไข้หวัดใหญ่ จะค่อนข้างคล้ายกัน อาจสับสนได้ แต่ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถสังเกตความ

แตกต่างได้โดยหากเป็นไข้หวัดใหญ่ อาการจะเกิดอย่างรุนแรง และมีอาการหลัก ๆ คือ มีไข้สูง

ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ อีกทั้งจะรู้สึกไม่สบายตัวจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตาม

ปกติ แต่อาการไข้หวัดทั่วไปจะไม่รุนแรง และยังคงทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ แต่จะมีอาการที่

เห็นได้ชัดคือไอ และมีน้ำมูก เป็นต้น

 

สาเหตุของไข้หวัด

ไข้หวัดมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดมีหลากหลายชนิด แต่ที่

พบได้บ่อยที่สุดคือเชื้อไรโนไวรัส (Rhinoviruses) ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้จะกระตุ้นให้อาการของผู้

ป่วยหอบหืดกำเริบได้ และเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อที่หูได้ ทั้งนี้เชื้อไวรัสไรโนไวรัสเข้าสู่ร่างกาย

ได้ผ่านทางปาก ตา จมูก อีกทั้งยังแพร่กระจายในอากาศได้ ติดต่อกันได้ในกรณีที่มีการสัมผัสกับ

ผู้ป่วยไข้หวัด หรือใช้ของใช้ต่าง ๆ  ร่วมกับผู้ป่วย และไม่ล้างมือก่อนนำมือไปจับที่บริเวณตา ปาก

และจมูก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ มักเป็นไข้

หวัดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ได้แก่

 

- อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีความเสี่ยงป่วยด้วยไข้หวัดสูง โดยเฉพาะเด็กที่ต้องอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่

- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยที่มีอาการป่วยเรื้อรัง หรือมีภาวะสุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอมีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยไข้หวัดได้ง่ายกว่าปกติ

- ช่วงเวลา โดยส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่มักจะเป็นไข้หวัดได้ง่ายในช่วงฤดูฝน และหรือฤดูหนาว

- สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มจะป่วยด้วยไข้หวัดได้ง่าย และหากเป็นก็จะอาการรุนแรงกว่าปกติอีกด้วย

- อยู่ในที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน สถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย

การวินิจฉัยไข้หวัด ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยสามารถวินิจฉัยโรคไข้หวัดได้เองจากอาการที่เกิด

แต่หากผู้ป่วยไม่แน่ใจว่าเป็นอาการไข้หวัดหรือไม่ก็ควรไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะซักประวัติ

เกี่ยวกับอาการที่เป็น และตรวจร่างกาย หากเป็นอาการของไข้หวัดธรรมดา ก็จะไม่มีการตรวจ

เพิ่มเติม แต่หากแพทย์สงสัยว่าน่าจะเป็นการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจมากกว่าไข้หวัด

แพทย์อาจสั่งตรวจด้วยวิธีการเอกซเรย์ และตรวจด้วยวิธีการของห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจ

น้ำมูก หรือการตรวจเลือด เพื่อช่วยในการวินิจฉัยยืนยันผลต่อไป

 

การรักษาไข้หวัด

ไข้หวัดเป็นโรคที่ไม่มีวิธีรักษาได้โดยตรง แต่บรรเทาอาการของไข้หวัดลงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

- พักผ่อนมาก ๆ การนอนหลับจะช่วยให้อาการของไข้หวัดดีขึ้นได้ อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนัก ๆ เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยยิ่งอ่อนเพลียมากกว่าเดิม

- ดื่มน้ำให้เพียงพอ ผู้ป่วยไข้หวัดนั้นมักจะสูญเสียน้ำจากเหงื่อที่เกิดขึ้นจากไข้ และน้ำมูกที่มากพร้อมกับอาการคัดจมูก การดื่มน้ำให้มากขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่นได้

- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีประโยชน์จะช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูจากอาการเจ็บป่วยได้เร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การใช้ยาเพื่อรักษาไข้หวัดเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้อาการป่วยหายได้เร็วขึ้น โดยยาใช้รักษาไข้หวัด ได้แก่

- ยาแก้ปวดลดไข้ ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยและลดไข้ โดยยาที่นิยมใช้ได้แก่ ยาพาราเซตามอล และยาไอบูโพรเฟน

- ยาแก้คัดจมูก (Decongestants) ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก ทำให้หายใจได้สะดวกมากขึ้น

- ยาลดน้ำมูก เป็นยาที่ใช้ร่วมกับยาแก้ปวดและยาแก้คัดจมูก ช่วยให้ไข้หวัดหายได้เร็วยิ่งขึ้น

- ยาแก้ไอ คือยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการไอมีเสมหะ ซึ่งจะช่วยให้เสมหะนิ่มลงและขับออกได้ง่ายขึ้น

ในรายที่มีอาการไอหรืออาการเจ็บคอร่วมด้วย บรรเทาอาการได้ด้วยการอมยาอมแก้เจ็บคอ

หรือสเปรย์พ่นเพื่อช่วยให้ชุ่มคอมากขึ้น และลดอาการเจ็บคอลงได้

 

การป้องกันไข้หวัด

ไข้หวัดเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่าย แต่ป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย และควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เนื่องจากเชื้อไวรัสติดต่อผ่านทางการหายใจได้ นอกจากนี้ ยังควรหมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อย ๆ หากต้องหยิบจับสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น และไม่ควรใช้มือสัมผัสกับปาก จมูก และตาโดยที่ไม่ได้ล้างมือก่อน เพราะอาจทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้

 

ขณะที่ผู้ป่วยควรระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้น โดยใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ และปิดปากเวลาที่ไอหรือจาม หมั่นล้างมือบ่อย ๆ หลังจากไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น ไม่เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนมาก หรือหากเป็นไปได้ควรหยุดพักอยู่บ้านเมื่อเป็นไข้หวัดจนกว่าอาการจะดีขึ้น

 

 

 

ข้อมูลโดย : โรงพยาบาลศุภมิตร สุพรรณบุรี 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 035-523-777

 

Visitors: 56,051