โรคแผลกระเพาะอาหารและลำไส้

 

มีความคล้ายคลึงกันมาก เกิดขึ้นได้พร้อมๆ กันมักเรียกว่าโรคกระเพาะอาการที่พบบ่อย คือ ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ ปวดแสบ ปวดร้อน ปวดเสียด
จุกแน่น อาจมีอาการคลื่นไส้ ร่วมด้วย อาการปวดท้อง มักสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารคือ ปวดขณะท้องว่าง หิวหรือปวดเมื่ออิ่มอาหาร   เป็นต้น

แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ เป็นได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนลึกมากกระทั่งทะลุ เมื่อเกิดแผลลึกจะมีเลือดออกมาในอุจจาระ ผู้ป่วยจะถ่ายเป็นสีดำหรือถ้าเลือดออกมากก็จะมีอาเจียนเป็นเลือดได้

การวินิจฉัย อาศัยการเอ็กซเรย์กลืนแป้งแบเรี่ยมหรือใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะอาหารและ

ลำไส้ ก็สามารถเห็นแผลได้

การป้องกันการรักษา ในภาวะปกติผนังกระเพาะอาหารและลำไส้ด้านใน จะมีเยื่อเมือกบุอยู่ เพื่อป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีฤทธิ์ ย่อยโปรตีน
ถ้ามีปริมาณกรดมากเกินไป หรือ ชั้นเยื่อเมือกมีความแข็งแรงลดลง

            จากสาเหตุบางอย่าง เช่น การดื่มสุรา ชา กาแฟ น้ำอัดลม การรับประทานอาหารรสจัด เช่นเผ็ดจัด หวานจัด การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
การรับประทานยาชุดต่างๆ สิ่งเหล่านี้ จะทำให้กระเพาะอาหาร และลำไส้ถูกทำลาย เป็นแผลได้ ดังนั้นการรักษาที่สำคัญ คือ การรักษาด้วยยา
และการแก้ไข อุปนิสัยให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้หายจากโรค และมีชีวิตที่เป็นสุข

 การปฏิบัติตน สำหรับผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร

1. ไม่ปล่อยให้หิว ต้องพยายามกินอาหารให้ตรงเวลาถ้ารู้สึกหิวก่อนเวลา ควรดื่มนม

หรือ น้ำข้าว

2. ไม่กินอาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด ควรกินอาหารอ่อนย่อยง่าย

3. ห้ามซื้อยารับประทานเอง เช่น ยาชุดแก้ปวด ยาทัมใจ แอสไพริน เพราะยาเหล่านี้

จะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดแผล

4. ในระยะที่มีอาการปวดมาก เบื่ออาหาร ให้ดื่มนม จะช่วยให้ร่างกายไม่ขาดสารอาหารและกระเพาะอาหารทำงานน้อยลง

5. ควรงดบุหรี่ ชา กาแฟ เหล้าเบียร์ และน้ำอัดลม เพราะ

-ชา กาแฟ และบุหรี่ จะกระตุ้นให้มีการหลั่งกรดมากขึ้น

- เหล้า เบียร์ น้ำอัดลม ระเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร

6. หมั่นออกกำลังกาย เช่นวิ่งเหยาะๆเดินเร็วๆขี่จักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิค เป็นประจำ

เพื่อผ่อนคลายความเครียด

7. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยเจือจางกรดในกระเพาะอาหาร

8. รับประทานยาตามการรักษาอย่างเคร่งครัด

มาตรวจตามนัด แต่ถ้ามีอาการผิดปกติให้มาพบแพทย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้อง แต่ตรวจไม่พบแผลในกระเพาะอาหาร

            ผู้ป่วยเหล่านี้จะมีความผิดปกติในการทำงาน ของระบบ ทางเดินอาหาร มีอาการปวด แน่น จุก เสียด อืด อิ่มเร็ว คลื่นไส้อาเจียน ควรปฏิบัติตัวดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงอาหารมัน หรืออาหารที่มีกะทิจะทำให้ กระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น
  2. หลีกเลี่ยงผักบางชนิด เช่น ถั่ว คะน้า หอม แตงกวา หรือกะหล่ำปลี ซึ่งอาหารเหล่านี้จะถูกย่อยใน ลำไส้เล็กไม่ได้หมดเมื่อผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียจะย่อยสลายทำให้เกิดแก๊ส
  3. งดน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีแก๊ส เช่น เบียร์ นมปั่น
  4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลมาก เพราะจะทำให้เกิดแก๊สได้
  5. ควรเคี้ยวอาหารอย่างละเอียด ไม่รีบร้อนหลีกเลี่ยง การพูดคุยที่จะทำให้มี ลมเข้าไปในกระเพาะอาหารมาก
  6. เดินพักผ่อนหลังรับประทานอาหารเพื่อช่วยให้กระเพาะอาหารทำงานดีขึ้น


ข้อมูลโดย : โรงพยาบาลศุภมิตร สุพรรณบุรี 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 035-523-777

Visitors: 3,909