รู้เท่าทันป้องกันโรคกระดูกพรุน

 

สาเหตุของภาวะกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะกระดูกบาง ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนต่ำกว่ามาตรฐานซึ่งจะเกิดในวัยทอง
ซึ่งมีผลทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆผิดปกติ แม้การเปลี่ยนแปลงนั้น จะเกิดขึ้นได้ทุกระบบของร่างกายแต่หากร่างกายขาดฮอร์โมนเพศนานๆ
ก็จะเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ ซึ่งจะทำได้เนื้อกระดูกบางลง เกิดการทำลายเซลล์กระดูกเพิ่มมากขึ้นและการสร้างเซลล์กระดูกก็จะหมดลง

1.กระดูกพรุนที่มีสาเหตุชัดเจน ได้แก่

-  กรรมพันธุ์

-  โรคต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคพาราไทรอยด์ ฮอร์โมนสูง

-  ขาดสารอาหาร เช่น แคลเซียม โปรตีน วิตามินซี การดูดซึมของลำไส้ที่ผิดปกติ

-  ได้รับยา เช่น ยากันชัก ยา Heparin ซึ่งเป็นตัวป้องกันการแข็งตัวของเลือด

-  อื่นๆ เช่น เป็นโรครูมาตอยด์ได้รับบาดเจ็บ เป็นเนื้องอก โรคโลหิตจางจากทาลาสซีเมีย

2.กระดูกพรุนที่ไม่ทราบสาเหตุ พบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยๆ อาการเกิดขึ้นค่อนข้างเฉียบพลัน ส่วนสูงลดลงภายในไม่กี่ปี
อาการของโรคอาจยุติได้เอง ภายใน 3-5ปีหลังจากนั้นถ้าผู้ป่วยอายุยังน้อย กระดูกสามารถเติบโตต่อไปได้อีก

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน

เนื่องจากปริมาณกระดูกในร่างกายทุกคน ลดลงหลังจากอายุ 45 ปี แต่ตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนปกติที่ไม่มีโรคประจำตัวเป็นโรคกระดูกพรุน คือ

1.โครงสร้างของกระดูกบอบบาง

2.น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

3.ขาดฮอร์โมนเพศหญิงหลังหมดประจำเดือน

4.แคลเซียมทดแทนไม่เพียงพอ

5.ออกกำลังกายน้อยเกินไป

6.สูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ มากเกินไป

7.รับประทานยาสเตรียรอยด์

การตรวจสอบความหนาแน่นของมวลกระดูก

ภาวะกระดูกพรุน อาจตรวจสอบด้วยเครื่องมือวัดความหนาแน่นของกระดูก (เครื่องตรวจวัดความหนาแน่นแร่ธาตุในกระดูกระบบอัลตร้าซาวด์)
ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้มีข้อดีคือ สะดวก รวดเร็วใช้เวลาตรวจน้อยไม่ต้องเสี่ยงกับการได้รับรังสีจากการตรวจด้วยวิธีอื่นๆ มีความแม่นยำพอสมควร และราคาถูกกว่าวิธีอื่นๆ 

ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการ

อายุ                                                      ความต้องการแคลเซียมต่อวัน (มก./วัน)

แรกเกิด – 6 เดือน                                                         400

6 เดือน – 1 ปี                                                              600

1 ปี – 10 ปี                                                                 800

11 ปี – 24 ปี                                                            1,200-1,500

25 ปีขึ้นไปหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร                                    1,000

หญิงวัยหมดประจำเดือน                                             1,200–1,500

วิธีหนึ่งที่จะเพิ่มปริมาณแคลเซียมได้คือพยายามเพิ่มรายการอาหารที่ให้แคลเซียมสูงในอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน

การป้องกัน

การป้องกันโรคกระดูกพรุนนั้นสามารถกระทำได้หากเราส่งเสริมให้มีการรับประทานอาหารที่ให้แคลเซียม
ลดปัจจัยเสี่ยงและออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก และสำหรับการรักษาในปัจจุบันก็มียา

ที่ให้ผลค่อนข้างดี ฉะนั้นท่านใดที่คิดว่าน่าจะมีความเสี่ยงก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย

ว่ามีภาวะกระดูกพรุนหรือไม่ จะได้รับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

เมนูนี้....มีแคลเซียมเท่าใด

อาหาร                          ปริมาณ                                    แคลเซียม (มก.)

นมไขมันต่ำ                       1          แก้ว                             296

โยเกิร์ต                                    1          ถ้วย                              294

นมสด                          1          ถ้วย                              288

ไอศกรีม                       1          ถ้วย                              194

ผักขม                          1/2       ถ้วย                              116

เต้าหู้                            100      ถ้วย                              105

บล็อกโคลี                    1/2       ถ้วย                              89

ส้มเขียวหวาน              1          ลูก                               54

ผักกะหล่ำใบเขียว        1/2       ถ้วย                              179

ผักคะน้า                      1          ถ้วย                              230

กุ้งแห้งตัวเล็ก              1          ช้อนโต๊ะ                      145

ปลาไส้ตัน                   1/2       ถ้วย                              76

กะปิ                             2          ช้อนชา                        156

ไข่เป็ด                         1          ฟอง                             78

ถั่วลันเตา                      1          ถ้วยตอง                       49 

หมายเหตุ : เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดสารอาหารอื่นแนะนำให้รับประทานหลายๆ ประเภทในแต่ละ

วัน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารน้อยชนิดหรืออาหารซ้ำซาก สำหรับวิตามินดี จะช่วยให้

กระเพาะดูดซึมได้ดีขึ้น วิตามินดีมีมากในนมสดและแสงแดด

การรับประทานแคลเซียมเสริม

การรับประทานแคลเซียมเสริม มีความจำเป็นในบางคนเท่านั้น ทั้งสตรีวัยก่อนและหลังหมดประจำเดือนยาเม็ดแคลเซียมมีหลายรูปแบบ
แต่ละชนิดมีปริมาณของเหลือแคลเซียมในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ผู้บริโภคจะได้รับปริมาณแคลเซียมที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแปรผันตั้งแต่ 250-1,000 มก.
การรับประทานเกลือแคลเซียมแต่ละชนิดมีส่วนประกอบของแคลเซียมที่แตกต่างกันออกไปแคลเซียมคาร์บอเนตได้รับแคลเซียมร้อยละ 40 แคลเซียมแลคเตท
ได้รับแคลเซียมร้อยละ 9 แคลเซียมแลคเตทกลูโคเนทได้รับแคลเซียมร้อยละ 13.2 เนื่องจากแคลเซียมดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านลำไส้เล็กตอนต้น
และลำไส้เล็กตอนกลางในกรณีที่รับประทานแคลเซียมชนิดเม็ดถ้ามีอาการคลื่นไส้ แนะนำให้รับประทานหลังอาหารราว 1 ชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง
หรือรับประทานพร้อมนมสด ส่วนผู้ที่รับประทานแคลเซียมแล้วมีอาการท้องผูก ควรรับประทานอาหาร พวกผักและผลไม้เพิ่มขึ้น

ข้อมูลโดย : นพ. ศิววรรธน์   โพธิสุนทร  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ

โรงพยาบาลศุภมิตร สุพรรณบุรี 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 035-523-777 ต่อ 1201

Visitors: 3,909